วันโอนกรรมสิทธิ์ผ่านไปแล้ว แต่งานยังไม่จบ! มีขั้นตอนสำคัญที่เจ้าของบ้านใหม่หลายคนลืมหรือไม่รู้ว่าต้องทำ หากปล่อยทิ้งไว้อาจเกิดปัญหาตามมาภายหลัง ตั้งแต่ใบเสร็จค่าไฟส่งมาชื่อคนเก่า ไปจนถึงทะเบียนบ้านที่ยังไม่มีชื่อคุณ
ภาพรวม: ต้องทำทั้งหมดกี่เรื่อง?
| เรื่อง | หน่วยงาน | ระยะเวลา | ค่าใช้จ่าย |
|---|---|---|---|
| เปลี่ยนชื่อมิเตอร์ไฟฟ้า | การไฟฟ้าฯ | 1–3 วันทำการ | ไม่มี / เล็กน้อย |
| เปลี่ยนชื่อมิเตอร์ประปา | การประปาฯ | 3–7 วันทำการ | ไม่มี / เล็กน้อย |
| ย้ายทะเบียนบ้าน (ย้ายเข้า) | สำนักงานเขต / อำเภอ | วันเดียว | ฟรี |
| แจ้งที่อยู่ใหม่ | หลายหน่วยงาน | ทยอยทำ | ฟรี |
| ทำประกันบ้าน | บริษัทประกัน | 1–3 วัน | ตามแผน |
1. เปลี่ยนชื่อมิเตอร์ไฟฟ้า
ต้องดำเนินการกับ การไฟฟ้านครหลวง (MEA) หรือ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) แล้วแต่พื้นที่ที่บ้านตั้งอยู่
เอกสารที่ต้องเตรียม
- ✅ บัตรประชาชนตัวจริงของผู้ซื้อ (เจ้าของใหม่)
- ✅ โฉนดที่ดิน หรือสำเนาโฉนดที่มีชื่อผู้ซื้อแล้ว
- ✅ สัญญาซื้อขาย หรือหนังสือโอนกรรมสิทธิ์จากกรมที่ดิน
- ✅ ทะเบียนบ้าน (ถ้าย้ายเข้าแล้ว)
- ✅ เลขที่มิเตอร์ไฟฟ้าของบ้าน (อยู่บนมิเตอร์หรือใบเสร็จเดิม)
ขั้นตอน
ไปที่สำนักงานการไฟฟ้าในพื้นที่ หรือยื่นออนไลน์ผ่านแอป MEA Smart Life (กรุงเทพฯ) / แอป PEA Smart Plus (ต่างจังหวัด) พร้อมเอกสารข้างต้น
ตรวจสอบว่าเจ้าของเดิมค้างชำระค่าไฟหรือไม่ ควรตรวจสอบก่อนวันโอน และให้ผู้ขายชำระให้ครบก่อน
การไฟฟ้าอาจขอวางเงินประกันการใช้ไฟตามขนาดมิเตอร์ โดยทั่วไป 500–5,000 บาท (จะคืนเมื่อยกเลิกสัญญา)
เมื่อดำเนินการเสร็จ จะได้รับเลขที่สัญญาการใช้ไฟใหม่ในชื่อคุณ ใบเสร็จค่าไฟรายเดือนจะส่งมาในชื่อผู้ซื้อ
2. เปลี่ยนชื่อมิเตอร์ประปา
ดำเนินการกับ การประปานครหลวง (MWA) หรือ การประปาส่วนภูมิภาค (PWA)
เอกสารที่ต้องเตรียม
- ✅ บัตรประชาชนตัวจริงของเจ้าของใหม่
- ✅ โฉนดที่ดิน หรือเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์
- ✅ สัญญาซื้อขาย หรือหนังสือโอนจากกรมที่ดิน
- ✅ เลขที่มิเตอร์น้ำ (อยู่บนมิเตอร์หรือใบแจ้งหนี้เดิม)
- ✅ ทะเบียนบ้าน (กรณีย้ายเข้าแล้ว)
ขั้นตอน
- ยื่นคำร้องที่สำนักงานการประปาในพื้นที่ หรือ MWA Online (mwa.co.th)
- ตรวจสอบว่าไม่มียอดค้างชำระค่าน้ำ
- อาจต้องวางเงินประกันการใช้น้ำ 200–2,000 บาท ตามขนาดมิเตอร์
- รอ 3–7 วันทำการ เจ้าหน้าที่อาจมาตรวจสอบมิเตอร์ที่บ้าน
3. ย้ายทะเบียนบ้าน (แจ้งย้ายเข้า)
การย้ายทะเบียนบ้านทำได้ที่ สำนักงานเขต (กรุงเทพฯ) หรือ ที่ว่าการอำเภอ / เทศบาล (ต่างจังหวัด) ที่บ้านใหม่ตั้งอยู่
กรณีที่ 1: บ้านเปลือย (ทะเบียนบ้านว่าง — ไม่มีชื่อใคร)
เจ้าของบ้านสามารถแจ้งย้ายชื่อตัวเองเข้าได้เลย
- บัตรประชาชนตัวจริง
- สำเนาทะเบียนบ้านบ้านใหม่ (เล่มสีน้ำเงิน)
- โฉนดที่ดิน หรือเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์
กรณีที่ 2: บ้านที่มีชื่อผู้อื่นอยู่
ผู้ขายต้องแจ้งย้ายชื่อทุกคนออกก่อน แล้วคุณจึงจะย้ายเข้าได้ — ควรดำเนินการก่อนวันโอนหรือนัดให้ทำพร้อมกัน
ขั้นตอนแจ้งย้ายเข้า
ไปที่สำนักงานเขต/อำเภอที่บ้านเดิมตั้งอยู่ แจ้งย้ายออก พร้อมบัตรประชาชน และระบุที่อยู่ปลายทางใหม่
เจ้าหน้าที่จะออกใบ ท.ร.6 ซึ่งเป็นหลักฐานการย้ายออก ต้องนำไปใช้ในขั้นตอนถัดไป
ไปที่สำนักงานเขต/อำเภอของบ้านใหม่ ยื่น ท.ร.6 + บัตรประชาชน + โฉนดบ้านใหม่ + สมุดทะเบียนบ้านเล่มใหม่ เจ้าหน้าที่จะเพิ่มชื่อให้
4. แจ้งที่อยู่ใหม่กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
หลังย้ายทะเบียนบ้านแล้ว อย่าลืมแจ้งที่อยู่ใหม่กับหน่วยงานต่างๆ ดังนี้:
5. สิ่งที่ควรทำภายใน 30 วันแรก
ตรวจสอบสภาพบ้าน
- ทดสอบไฟฟ้า ประปา แอร์ เครื่องทำน้ำอุ่นทุกจุดอีกครั้ง
- ถ่ายรูปทุกส่วนของบ้านไว้เป็นหลักฐานสภาพวันแรก
- ตรวจรั้ว ประตู หน้าต่าง กลอนล็อกทั้งหมด
ความปลอดภัย
- เปลี่ยนกุญแจทุกดอก — ไม่รู้ว่าเจ้าของเดิมทำสำเนาไว้กี่ชุด
- ติดตั้งหรือตรวจสอบกล้องวงจรปิดและระบบความปลอดภัย
- รู้จักเพื่อนบ้านใกล้เคียง
ทำประกันบ้าน
แนะนำให้ทำประกันอัคคีภัย (บังคับถ้ากู้ธนาคาร) และประกันภัยบ้านแบบครอบคลุม ครอบคลุมทรัพย์สินภายใน ไฟไหม้ น้ำท่วม และโจรกรรม เบี้ยประมาณ 2,000–8,000 บาท/ปี ขึ้นอยู่กับมูลค่าบ้านและความคุ้มครอง
- วันที่ 1–3: เปลี่ยนกุญแจ, ยื่นเปลี่ยนชื่อมิเตอร์ไฟ
- วันที่ 1–7: ยื่นเปลี่ยนชื่อมิเตอร์น้ำ, ทำประกันบ้าน
- วันที่ 7–14: แจ้งย้ายทะเบียนบ้าน
- ภายใน 30 วัน: แจ้งที่อยู่ใหม่กับธนาคาร ที่ทำงาน และหน่วยงานต่างๆ